แต่งฟิคสั้นๆรับวาเลนไทน์สักหน่อย/ไม่งั้นบล็อกได้ฝุ่นจับไปอีกปีแน่ๆ
เป็นไอเดียที่คิดไว้มานานแล้วค่ะ แต่ไม่ได้เริ่มสักที แล้วก็ไม่รู้จะโพสลงที่ไหนด้วย เลยเอาลงเอ็กทีนนี่แหละ


กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ ดินแดนอันอุดมสมบูรณ์แห่งหนึ่ง ปกครองโดยกษัตริย์และราชินีผู้เปี่ยมด้วยความรัก ความเมตตา
ทั้งสองได้รับความนับถือจากประชาชนอย่างล้นเหลือ ประชาชนทุกคนรักทั้งสองพระองค์อย่างสุดหัวใจ
 
เว้นแต่พระธิดา ที่ไม่มีประชาชนคนใดหลงรักในตัวนางเลยสักคน
ทั้งๆที่พระธิดานั้น มีรูปร่างหน้าตาสละสลวย เสียงที่ไพเราะเพราะพริ้งเหมือนนางฟ้า ผมสีทองประกายดุจแพรไหมชั้นดี ผิวขาวเนียนเหมือนไข่มุกเลอค่า 

นั้นเพราะว่าพระธิดา ไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่า"ความรัก" 
แม้พระบิดามารดาจะให้เหล่าครูอาจารย์ ศาตราจารย์ หรือผู้มีประสบการณ์ด้านความรัก มาอธิบายให้นางฟังยังไง
นางก็ยังไม่เข้าใจในความหมายของความรักอยู่ดี

มีคนมากมาย ล้วนมอบความรักให้แก่องค์หญิง แต่นางมักจะปฎิเสธและไม่เข้าใจในสิ่งที่พวกเขาเหล่านั้นพึงกระทำเสมอ ด้วยเหตุนี้ จึงไม่มีใครอยากมอบความรักให้แก่นางอีกเลย
 
จนกระทั่งวันนึง งานเลี้ยงฉลองวันเกิดครบรอบ20ปีของพระธิดา ถูกจัดขึ้นมาอย่างสมเกียรติและอลังการ
เหล่าประชาชนต่างมาอวยพรวันเกิดให้แก่เจ้าหญิงด้วยความไม่เต็มใจเท่าไหร่นัก เพราะถึงยังไงนางคงไม่มีวันเข้าใจถึงความรักของเหล่าประชาชนที่มีต่อนางอยู่ดี
 
งานฉลองจัดไปอย่างราบรื่นและสนุกสนาน องค์หญิงรู้สึกอึดอัด จึงแอบเดินหนีออกมายังสวนกุหลาบด้านหลังปราสาท ในขณะที่นางกำลังชมกุหลาบอยู่นั้น

ก็มีสาวใช้คนหนึ่ง เดินเข้ามาหานาง แล้วบอกกับองค์หญิงว่า"องค์หญิงค่ะ ท่านเชื่อในความรักหรือเปล่าค่ะ?"
เจ้าหญิงได้ฟังและไตร่ตรองอยู่สักครู่ แล้วตอบออกมาว่า

"ข้าไม่เชื่อ แม้แต่ความรักจากท่านพ่อท่านแม่เองก็ตาม ข้าไม่เคยเข้าใจเลยว่า ทำไมเราถึงต้องมีความรัก ในเมื่อเราก็อยู่ได้โดยไม่ต้องได้รับหรือมีความรักกับใครเลย" 

ทันที่เจ้าหญิงตอบคำถามสาวใช้เสร็จ สาวใช้ก็กลายร่างเป็นปีศาจสาวซัคคิวบัสผู้กระหายในความรัก
เจ้าหญิงตกตะลึงมากจนไม่สามารถก้าวขาที่จะหนีได้ ปีศาจสาวพูดกับนางว่า
"เจ้าหญิงผู้เลอโฉมเอ๋ย เจ้าช่างเป็นมนุษย์ไร้ซึ่งความรักเสียเหลือเกิน ข้ามิอาจทนต่อมนุษย์เยี่ยงเจ้าได้อีกแล้ว"

ยังไม่ทันที่เจ้าหญิงจะได้ซักถามอะไรใดๆจากนางปีศาจ นางจึงร่ายคำสาปใส่เจ้าหญิงไว้ว่า

"หากเจ้า ยังไม่เข้าใจในหรือปฎิเสธความรักของผู้อื่นเช่นนี้เรื่อยๆ กุหลาบสีแดงเลือดจะงอกเงยบนหลังของเจ้าต่อไปจนกว่าจะพรากความสละสลวยบนกายเจ้าออกไปหมดสิ้น" 

ทันที่คำสาปร่ายเสร็จ ปีศาจซัคคิวบัสได้บินจากนางไป เจ้าหญิงที่ได้ฟัง ก็รู้สึกเป็นกังวลอย่างมาก หลังขาวสวยของนาง มีรอยจ้ำจุดสีแดงเลือด อันเป็นเมล็ดพันธุ์ของกุหลาบต้องสาป เจ้าหญิงจึงรีบวิ่งเข้าไปบอกพระบิดามารดาของตนทันที พอทั้งสองพระองค์ได้รับฟัง ก็รู้สึกห่วงพระทัยเป็นอย่างยิ่ง

เช้าวันต่อมา พระราชาทรงรับสั่งให้เหล่าขุนนางบอกแก่กษัตริย์ตามเมืองต่างๆ ว่า

"หากพระโอรสของกษัตริย์เมืองใด ทำให้พระธิดาของข้าเข้าใจในความรัก ข้าจะมอบรางวัลอย่างงามให้แก่กษัตริย์เมืองนั้นทันที" 

ในไม่ช้า พระโอรสของกษัตริย์แต่ละเมือง ได้เสด็จมารวมตัวกันที่ปราสาทแห่งนี้เป็นจำนวนมาก
พระโอรสแต่ละองค์ ต่างแสดงความสามารถต่างๆหรืออธิบายความหมายต่างๆของความรักให้เจ้าหญิงฟังในห้องโถง

แต่แล้วก็ไม่เป็นผล หลังของเจ้าหญิงมีกุหลาบงอกเงยออกมาสามดอก ส่งผลให้ผมสีทองประกายของเธอ กลายเป็นสีเทาหม่นเหมือนหญิงชรา ยิ่งทำให้องค์หญิงทุกข์ใจมากกว่าเดิม
 
องค์แล้วองค์เล่า ไม่มีเจ้าชายจากเมืองไหนเลย ที่จะทำให้องค์หญิงเข้าใจในความหมายของความรักได้ องค์หญิงนั้นทั้งสับสน,ไม่เข้าใจและรู้สึกโศกเศร้าเป็นอย่างมาก จนส่งผลให้กุหลาบบนหลังขององค์หญิงยิ่งเจริญเติบโตสูงมากขึ้นเรื่อยๆ พระบิดากับมารดาของพระองค์ ไม่รู้จะทำเช่นไรต่อไปดี จึงได้แต่กลุ้มใจต่อหน้าเหล่าเจ้าชายต่างแดนที่อุตส่าห์เดินทางมาไกลแสนไกล ในไม่ช้าเจ้าชายของแต่ละเมืองได้ล่าถอยกลับไปยังเมืองของตนอย่างหมดหวังจนไม่เหลือแม้แต่องค์เดียวในห้องโถง

ในความสิ้นหวังของพระราชาและราชินีอยู่นั้น ได้มีชายหนุ่มคนหนึ่ง เดินเข้ามายังห้องโถงท่ามกลางความเงียบงัน รูปกายของชายผู้นี้ ดูธรรมดา ไม่มีความพิเศษพิโสดั่งเจ้าชาย ผมเผ้ายุ่งเหยิง การแต่งกายช่างรกรุงรังดูสกปรก เมื่อพระราชาและราชินีได้เห็นชายผู้นี้ จึงเกิดความสงสัยในตัวชายผู้นี้ รวมทั้งองค์หญิงผู้โศกเศร้าด้วยเช่นกัน

"เจ้าเป็นใครกัน พ่อหนุ่ม?" 
พระราชาซักถามชายหนุ่ม
"ข้าเป็นแค่นักเดินทางธรรมดาๆคนนึงพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท" 
ชายหนุ่มตอบด้วยความมั่นใจ แล้วพูดต่ออีกว่า
"ข้าได้ยินมาว่าองค์หญิงถูกคำสาปกุหลาบเลือดจากปีศาจซัคคิวบัส แล้วข้ารู้วิธีแก้คำสาปให้องค์หญิงด้วย" 
 
พระราชาและราชินีพอฟังจบก็ตกตะลึงเป็นอย่างมาก เพราะที่ผ่านมาไม่มีใครสามารถแก้คำสาปให้องค์หญิงได้เลย ทันทีที่องค์หญิงได้ยินดังนั้น จึงรีบลุกขึ้นจากที่ประทับ และเดินไปถามนักเดินทางหนุ่มด้วยน้ำเสียงแหบแห้งว่า

"ท่านรู้วิธีแก้คำสาปให้เราอย่างนั้นหรือ ต้องทำเช่นไรรึ?" 
 "ข้าจะไม่บอกท่าน ท่านต้องเดินทางไปทั่วทั้งทวีปกับข้า แล้วข้าจะช่วยท่านแก้คำสาปนี่เอง"
ชายหนุ่มตอบกลับด้วยใบหน้ายิ้มแย้มพลางจับมือองค์หญิง
"องค์ราชา ท่านอนุญาตให้องค์หญิงออกเดินทางทั่วทั้งทวีปกับข้า 1 ปี เพื่อแก้คำสาปได้หรือไม่
แต่กระนั้น องค์หญิงต้องออกเดินทางภายในวันนี้ตอนพระอาทิตย์หลับขอบฟ้านะขอรับ"
 ชายหนุ่มหันมาถามพระราชาพร้อมกับตั้งเงื่อนไข
 
พระราชาไม่รีรอจึงรีบตอบกลับทันที
"ข้าอนุญาต แต่หากว่าเจ้าไม่สามารถแก้คำสาปบนหลังของลูกข้าได้ เจ้าจะต้องโดนประหารชีวิต" 
 พระองค์กำหนดเงื่อนไขให้แก่นักเดินทางหนุ่มด้วยเช่นกัน
"ขอบพระคุณพ่ะย่ะค่ะองค์ราชา ข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง" 
 ชายหนุ่มขอบคุณด้วยเสียงใสแล้วหันมามององค์หญิงที่เปี่ยมไปด้วยความหวัง พระองค์พยักหน้าตกลงที่จะออกเดินทางร่วมกับชายหนุ่มลึกลับผู้นี้

ในไม่ช้าตอน 18 นาฬิกา องค์หญิงได้บอกลาบิดาและมารดาของตน ทั้งคู่ออกเดินทางออกนอกเมือง และท่องเที่ยวไปตามสถานที่ต่างๆมากมายทั่วทั้งทวีป 

จนกระทั่งเวลาล่วงเลยผ่านไป 1 ปี ตามที่สัญญาไว้กับพระราชา นักเดินทางหนุ่มจะกลับมายังปราสาทของพระองค์พร้อมกับเจ้าหญิงอีกครั้ง 
ทันทีที่พระราชาและราชินีทราบข่าวการกลับมาของทั้งคู่ ก็ได้จัดงานฉลองต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ภายในปราสาท
พระราชาและราชินีผู้เปี่ยมหวัง ที่จะได้เห็นพระธิดาที่กลับมาสละสลวยเหมือนอย่างเก่า ทั้งสองพระองค์เฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อ

แต่ทันทีที่ทั้งสองกลับมายังปราสาท ทั้งสองพระองค์ต้องประหลาดใจที่ยังเห็นลูกสาวของตน ยังมีหน้าตาที่เหี่ยวย่น ผมสีเทาหม่นเหมือนหญิงชรา และน้ำเสียงที่แหบแห้ง รวมทั้งกุหลาบสีเลือดที่เป็นช่อดอกขนาดใหญ่สูงเหนือหัวบนแผ่นหลัง
 
พระราชาทรงพิโรธในตัวชายหนุ่มนักเดินทางเป็นอย่างมาก จึงต่อว่าชายหนุ่มอย่างรุนแรงและซักถามไปด้วยว่า
"ไหนเจ้าบอกว่า เจ้าสามารถแก้คำสาปให้ลูกข้าได้ไม่ใช่รึ เจ้าหนุ่ม!! แล้วทำไมลูกข้ายังมีสภาพเหมือนตอนก่อนออกเดินทางล่ะ!! เจ้าอยากโดนประหารมากนักใช่มั้ย!!!" 
ชายหนุ่มไม่มีท่าทีตื่นตระหนก แล้วตอบคำถามของพระราชาอย่างใจเย็น
"องค์ราชาขอรับ ได้โปรดรอสักครู่ ข้าจะทำให้คำสาปบนหลังขององค์หญิงหายไปเอง" 

ทันทีที่ชายหนุ่มพูดจบ เขาหยิบสมุดเล่มเก่าๆขาดวิ่นเล่มนึง ออกมาแล้วเปิดพลิกอ่านตั้งแต่หน้าแรกจนถึงหน้าสุดท้าย
"บันทึกประจำวัน วันที่XXเดือนXXปีXXXX
ข้าเห็นเจ้าหญิงถูกนางปีศาจซัคคิวบัสสาปให้มีกุหลาบงอกเงยอยู่บนหลังขณะที่ข้ากำลังเดินสำรวจหาของป่าแถวๆปราสาท ข้าได้ยินทุกสิ่งที่นางปีศาจพูด หล่อนช่างเป็นปีศาจที่ร้ายกาจยิ่งนัก ข้าสงสารในตัวเจ้าหญิงเหลือเกิน แต่ข้าก็ไม่สามารถเข้าไปปลอบโยนเธอในปราสาทได้ เพราะข้าเป็นเพียงแค่นักเดินทางเร่ร่อนธรรมดาๆ" 

"บันทึกประจำวัน วันที่XXเดือนXXปีXXXX
ข้าได้ออกเดินทางไปยังที่ต่างๆมากมายกับเจ้าหญิง เธอดูมีความสุขมากและดูมีชีวิตชีวาไม่เหมือนกับคนที่ถูกคำสาปเลยสักนิด ข้ายังสงสัยเลยด้วยซ้ำว่า เหตุใดจึงไม่มีใครรักในตัวเธอเลย ทั้งๆที่เธอเป็นคนที่ร่าเริงขนาดนี้แท้ๆ แล้วทำไมเจ้าหญิงถึงไม่เข้าใจความหมายของความรัก ข้าก็ไม่เข้าใจอยู่เหมือนกัน ดังนั้นข้าจึงต้องออกเดินทางกับนางต่อไป เพื่อให้นางค้นหาความหมายของความรักให้ได้"
 
"บันทึกประจำวัน วันที่XXเดือนXXปีXXXX
กุหลาบบนหลังของนาง ยังคงเติบใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ นางดูชราลงอย่างรวดเร็ว ข้าต้องทนมองดูนางที่ไม่เข้าใจโศกเศร้าและสับสนอย่างแสนสาหัส ข้าอาจจะไม่สามารถทำให้นางกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ แต่ข้าต้องไม่ย่อท้อ ข้าจึงพยายามต่อไปเพื่อข้าจะได้เห็นนางกลับมามีความสุขอีกครั้ง" 

"บันทึกประจำวัน วันที่XXเดือนXXปีXXXX 
วันนี้ข้ากับเจ้าหญิง ต่อสู้กับกลุ่มโจรคาราวาน ข้าปกป้องนางสุดชีวิต บาดแผลเต็มไปทั่วกายข้า พอพวกกลุ่มโจรล่าถอย นางก็วิ่งเข้ามารักษาแผลให้ข้า และจับมือของข้าด้วยมือที่แสนจะเหี่ยวย่น และคอยเรียกชื่อข้าพร้อมกับน้ำตาที่อาบแก้มซูบผอม ข้าไม่รู้หรอกนะว่านางเข้าใจว่านี่คือสิ่งที่เรียกว่าความรักหรือเปล่า ข้าได้แต่มองดูนางร้องไห้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า"
 
"บันทึกประจำวัน วันที่XXเดืนXXปีXXXX
 วันนี้คือวันที่ข้าและนางต้องกลับไปยังปราสาทของพระราชา ข้ามั่นใจว่าข้าจะสามารถแก้ไขคำสาปบนหลังของนางได้ และนางจะเป็นคนแก้ไขคำสาปนี้ด้วยตัวเอง..ด้วยบันทึกประจำวันของนาง...อีกอย่าง..แม้นางจะมีกายที่แก่ชรา แต่ข้าก็ยังรักนาง...รักที่ใจไม่ใช่หน้าตาและรูปร่าง..."

ทันทีที่นักเดินทางหนุ่มอ่านบันทึกจนจบ ความเงียบครอบงำทั่วทั้งปราสาท พระราชากับราชินีนิ่งไปสักครู่ ในไม่ช้าองค์หญิงก็หยิบบันทึกประจำวันของนางขึ้นมาเช่นกัน แล้วก็เริ่มอ่านตั้งแต่หน้าแรกจนถึงหน้าสุดท้าย
 
"บันทึกประจำวัน วันที่XXเดือนXXปีXXXX
ข้าออกเดินทางไปกับชายหนุ่มผู้นี่ มาเป็นเวลาร่วมสองเดือนแล้ว แผ่นหลังของข้ายังคงมีดอกกุหลาบสีเลือดงอกเงยขึ้นมาเรื่อยๆ เหตุใดข้าจึงไม่เข้าใจความรักนะ ความรักมันสำคัญมากขนาดนี้เชียวหรือไร ข้าต้องค้นหาคำตอบให้ได้เช่นกัน เพื่อตัวข้าเอง"

"บันทึกประจำวัน วันที่XXเดือนXXปีXXXX
วันนี้ข้าเกือบตกเหวระหว่างเดินทางข้ามหุบเขา ถ้าเขาไม่มาช่วยข้าไว้ และดึงข้าขึ้นมาด้วยแรงกายทั้งหมดที่เขามี ป่านนี้ข้าคงตายไปแล้วแน่ๆ แต่เขาก็ไม่บ่นเจ้าหญิงชราอย่างข้าให้ฟังเลยสักคำ ข้าไม่เคยรู้สึกอย่างงี้มาก่อน นี่คือความรู้สึกอะไรกันนะ?" 

"บันทึกประจำวัน วันที่XXเดือนXXปีXXXX
ข้าร้องไห้ต่อหน้าคนอื่นเป็นครั้งแรก มันเหมือนไม่ใช่ตัวข้าเลย ข้าต้องเพี้ยนไปแล้วแน่ๆ แต่ข้ารู้สึกเป็นห่วงเขาจริงๆนะ ว่าเขาจะตายรึเปล่า ถ้าเขาตายไป ข้าก็คง...ไม่อาจกลับไปเจอท่านพ่อท่านแม่อีกแน่แท้ ข้าจับมือของเขาไว้แน่น แม้มือเหี่ยวย่นของข้าจะดูไม่น่าสัมผัสเท่าไหร่ก็ตาม แต่เขาก็ยังคงยิ้มมาให้ข้า แล้วบอกข้าว่า อย่าร้องไห้ไปเลยเจ้าหญิง ข้ามาเพื่อช่วยท่านนะ ถ้าหากข้าตายไปโดยที่ไม่อาจช่วยท่านได้ ข้าต้องโดนพระบิดาของท่านเล่นงานถึงสวรรค์แน่ๆ มันช่างเป็นมุขที่ข้าขำไม่ออกเลย" 

"บันทึกประจำวัน วันที่XXเดือนXXปีXXXX
 ตลอดที่ผ่านมานับได้สิบเดือนแล้ว ข้ากับเขา ต่างฟันฝ่าอุปสรรค ภัยอันตรายต่างๆมามากนับไม่ถ้วนแล้ว ข้าไม่เคยรู้สึกตื่นเต้นแบบนี้มาก่อน ข้ารู้ว่าข้าคงเปลี่ยนไปแล้วจริงๆตั้งแต่วันแรกที่ออกเดินทาง ข้ารู้จักเรื่องราวต่างๆมากขึ้นนอกเหนือจากในบทเรียนที่ข้าเคยร่ำเรียนมา ความรักที่ท่านพ่อท่านแม่เคยให้อาจารย์มาอธิบายให้ เทียบกันไม่ได้เลย เมื่อมาเจอโลกภายนอกที่กว้างใหญ่เช่นนี้ ได้พบผู้คนมากมาย ข้าคิดว่าข้าพอเข้าใจความรักมากขึ้นแล้วล่ะ เพราะว่า ไม่ว่าจะเจออะไรที่หนักหนาสาหัสแค่ไหน เขาก็จะปกป้องหญิงชราอย่างข้าคนนี่ก่อนสิ่งอื่นใดเสมอ ข้าไม่รู้จะพูดขอบคุณเขายังไงดี"

"บันทึกประจำวัน วันที่XXเดือนXXปีXXXX
อีกไม่กี่วัน ข้ากับเขาต้องเดินทางกลับไปยังปราสาท อันเป็นบ้านเกิดของข้า ข้าดีใจที่จะได้กลับไปพบหน้าท่านพ่อท่านแม่อีกครา แต่กระนั้นเอง กุหลาบบนหลังข้าก็ยังไม่หายไป ข้าคิดว่าข้าเข้าใจความรักแล้วนะ แล้วทำไมกุหลาบยังไม่หายไปสักทีล่ะ?" 

พอเจ้าหญิงอ่านจบ ความเงียบก็ยังคงอยู่เหมือนเดิม แล้วเจ้าหญิงก็เริ่มพูดต่อ
"ตลอด12เดือนที่ผ่านมานี้ ข้าและชายหนุ่มผู้นี้ออกเดินทางมาด้วยกันตลอดทุกเวลา ไม่ว่าจะยามเจ็บไข้ได้ป่วย ข้ากับเขาต่างคอยดูแลซึ่งกันและกัน แม้ข้าจะมีทะเลาะกับเขาบ้าง แต่พวกข้าก็กลับมาคืนดีกันอีกครั้งได้ภายในเวลาอันสั้น ข้ารู้ว่าข้าเป็นคนที่ไม่เข้าใจความหมายของคำว่าความรัก แต่ในยามที่เขาบาดเจ็บ ข้าร้องไห้ออกมาจากใจของข้า ข้าร้องไห้จนตาเจ็บมาไม่รู้กี่ครั้งแล้ว เขามักปลอบโยนข้าเสมอในยามที่ข้าท้อแท้และสิ้นหวัง" 

"ดังนั้น ใจของข้าจึงเริ่มเปลี่ยนไปมากขึ้นทีละนิดทีละนิดโดยที่ข้าไม่รู้ตัว ดังนั้นกุหลาบจึงยังคงอยู่เพียงเพราะความไม่รู้ตัวในความรักของข้าเอง ข้าช่างโง่เขลาเสียนี่กระไร"

ในขณะที่เจ้าหญิงกำลังจะพูดประโยคต่อไป นางเข้าไปจับมือของนักเดินทางหนุ่มอย่างแน่นหนาด้วยแรงทั้งหมดที่นางมีและน้ำตาที่ปริ่มๆอยู่บริเวณขอบตาล่าง 

"ข้าตัดสินใจแล้ว.....ข้าไม่อาจแยกจากชายผู้นี้ได้ ชายที่ทำให้ข้ารู้จักความรัก...ข้าไม่มีอะไรจะพูดนอกจากคำว่า....ข้ารักเจ้า!!" 

ทันทีที่เจ้าหญิงพูดจบ กุหลาบสีเลือดได้แปรเปลี่ยนเป็นกุหลาบสีขาวบริสุทธิ์ กลีบได้ร่วงโรยจากแผ่นหลังของเจ้าหญิง ผมสีเทาหม่นกลับมามีสีทองประกาย ผิวเหี่ยวย่นกลายเป็นผิวเนียนนุ่มและเสียงแหบแห้งก็กลับคืนเป็นเสียงไพเราะเพราะพริ้งเหมือนนกร้องเพลงอีกครั้ง คำสาปของปีศาจสาวซัคคิวบัสได้ถูกลบล้างออกไปจนหมดสิ้น เจ้าหญิงกลับมาสวยสง่าและเลอโฉมอีกครั้ง

พระราชาและราชินีสวมกอดพระธิดาทันใด ทั้งสองพระองค์ร้องไห้ออกมาด้วยความดีใจที่ได้ลูกสาวกลับคืนมา
นักเดินทางหนุ่มยิ้มไปยังเจ้าหญิงด้วยความยินดีและใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส ใบหน้าของนางแดงก่ำเหมือนมะเขือเทศสุกทันทีที่เขายิ้มมา

พระราชาเช็ดน้ำตาและเดินเข้ามาหานักเดินทางหนุ่มแล้วบอกกับเขาว่า
"ข้านี่มันแย่จริงๆที่ต่อว่าเจ้า ข้าต้องขอโทษจริงๆในความโง่เขลาเบาปัญญาของข้า" 
พระราชาพูดออกมาต่อหน้าชายหนุ่มด้วยความรู้สึกจากใจ 
"ท่านอย่าต่อว่าตนเองเลยองค์ราชา ข้าผิดเองที่ไม่ได้บอกท่านก่อน เพราะข้าคิดว่าหากข้าเป็นคนสรุปเรื่องราวทั้งหมดด้วยตัวคนเดียว โดยที่เจ้าหญิงไม่ได้พูดความในใจออกมา คำสาปขององค์หญิง คงไม่ถูกลบล้างออกไปแน่แท้"
ชายหนุ่มอธิบายให้พระราชาฟังด้วยน้ำเสียงที่เรียบง่าย 

ในไม่ช้าพระราชาก็ถามชายหนุ่มออกมา
"เอาล่ะ ข้าจะยกสมบัติส่วนหนึ่งของคลังให้แก่เจ้าในฐานะที่เจ้าทำให้ลูกข้ากลับมาเป็นปรกติได้ เจ้าต้องการสิ่งใดจากคลัง ได้โปรดบอกข้า.." 
ชายหนุ่มนิ่งเงียบและส่ายหน้าเบาๆต่อหน้าพระราชา 

 "เจ้าไม่ต้องการรางวัลอย่างงั้นรึ??"
ราชาถามชายหนุ่มอีกครั้ง
"สมบัติในคลังของท่าน ท่านเก็บไว้ใช้เถอะ สิ่งที่ข้าคิดว่าล้ำค่ากว่าสมบัติ การเดินทางและประสบการณ์ใดๆบนโลกนี้ นั้นคือ องค์หญิงที่แสนสวยของท่าน ที่ข้าตกหลุมรักตั้งแต่แรกเห็น"
นักเดินทางหนุ่มตอบด้วยความมั่นใจพลางมองไปยังเจ้าหญิง ซึ่งตอนนี้หน้าของนางเป็นสีแดงระเรื่อ เขาหันมากุมมือองค์หญิง และแล้วก็พูดออกมา

"เจ้าหญิง ข้ารู้ว่าข้าเป็นแค่ชายหนุ่มนักเดินทางเร่ร่อนธรรมดาที่ไม่ได้วิเศษวิโสใดๆเลย แต่ข้าคนนี้ ยอมพลีกายเพื่อปกป้องท่าน เป็นดั่งอัศวินของท่าน ได้โปรดให้ข้าได้ปกป้องท่านไปตลอดชีวิตด้วยเถิด" 
 
ทันทีที่นักเดินทางหนุ่มสารภาพรักจบ องค์หญิงรู้สึกตื้นตันใจเป็นอย่างมากจนกลั้นน้ำตาไม่อยู่ แล้วก็ตอบกลับไปว่า 

"ข้า..ไม่เคยพบอัศวินที่ไหน ที่ทำให้ใจข้าสั่นคลอนเช่นเจ้ามาก่อน ได้โปรดปกป้องข้าผู้โง่เขลาคนนี้ไปตลอดชีวิตด้วย ข้ารักเจ้านะ อัศวินของข้า" 

และแล้วภายในวันเวลาแค่ไม่กี่เดือน งานแต่งงานที่ยิ่งใหญ่และอลังการที่สุดเท่าที่ดินแดนแห่งนี้เคยจัดมา ได้ถูกจัดขึ้นท่ามกลางความยินดีปรีดาของเหล่าประชาชนและแขกจากต่างเมืองมากมายที่มาร่วมงานแต่งงานครั้งนี้
ทั้งสองรู้สึกมีความสุขอย่างยิ่ง และรอยยิ้มของเจ้าหญิงที่ประชาชนไม่เคยได้เห็นมาก่อน ทำให้เหล่าประชาชนทั้งหลายต่างกู่ร้องด้วยความสุขสันต์และต่างอวยพรให้คนทั้งคู่

ในที่สุดความรักระหว่างชายหนุ่มนักเดินทางกับเจ้าหญิงผู้ไม่รู้จักความหมายของคำว่าความรัก ได้ลงเอยอย่างสุขสันต์และอยู่อย่างมีความสุขเรื่อยมา โดยไม่มีความไม่เข้าใจ ความสับสนมาขวางกั้นพวกเขาทั้งสองอีกต่อไป

..................................................................
/หวังว่าทุกคนคงจะชอบนะ ปกติเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบแต่งฟิคซะด้วยซิ แต่งไม่เก่งเลยฟิคเนี่ย ฮ่วยยO}-{ 
สุขสันต์วันเสียเงินให้กับความรักแห่งชาติค่ะ 

edit @ 13 Feb 2013 02:16:05 by souldaki[ผีเปื่อย]

edit @ 13 Feb 2013 02:17:01 by souldaki[ผีเปื่อย]

edit @ 14 Feb 2013 00:03:16 by souldaki[ผีเปื่อย]

edit @ 14 Feb 2013 19:24:18 by souldaki[ผีเปื่อย]

edit @ 14 Feb 2013 19:28:08 by souldaki[ผีเปื่อย]